Forex คืออะไร? – การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

คำถามหนึ่งที่เรามักจะถูกถามอยู่บ่อยๆ ก็คือ “การซื้อขาย forex คืออะไร?” มีมานานเท่าไหร่? ตลาดใหญ่แค่ไหน? ใครคือผู้เล่นที่สำคัญ? อะไรทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินเปลี่ยนแปลงไป?

นี่คือคำตอบของคำถามเหล่านั้นของคุณ

Forex คืออะไร?

Forex เป็นตลาดการค้าเสรีของสกุลเงินระหว่างประเทศ ผู้ค้าสั่งซื้อสกุลเงินหนึ่งเพื่อแลกกับเงินสกุลเงินอื่น ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าอาจต้องการซื้อเงินยูโรและกับดอลลาร์สหรัฐและจะใช้บริการตลาด Forex ทำการแลกเปลี่ยน

ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า $4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในแต่ละวันจำนวนเงินซื้อขายในแต่ละสัปดาห์มีขนาดใหญ่กว่า GDP ทั้งปีของสหรัฐอเมริกา

สกุลเงินหลักที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคือเงินดอลลาร์สหรัฐ

Forex มีมานานแค่ไหน?

ในขณะที่โลกกำลังฉีกตัวออกจากสงครามโลกครั้งที่สอง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างเร่งด่วน การพบปะเจรจาต่อรองจาก 29 ประเทศจึงเกิดขึ้นที่ Bretton Woods และตกลงที่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ และสิ่งหนึ่งในนั้นคือ อัตราการแลกเปลี่ยนที่ถูกกำหนดขึ้น

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลง Bretton Woods และเริ่มดำเนินการในปี 1949 อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิน 1% ทั้งหมดจะต้องได้รับการอนุมัติจาก IMF ซึ่งมีผลทำให้อัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว

ปลายปี 1960 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่เริ่มสลายตัวลง สืบเนื่องมาจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มากมาย ท้ายที่สุดในปี 1971 ประธานาธิบดีนิกสัน ได้ระงับการผูกขาดเงินดอลลาร์สหรัฐไว้กับทอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขการล่มสลายของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่รู้จักกันว่า นิกสัน (Nixon shock) จนกระทั่งนำไปสู่ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัวในต้นปี 1973 โดยในปี 1976 ทุกสกุลเงินหลักได้มีอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว

ด้วยอัตราดอกเบี้ยลอยตัว สกุลเงินต่างๆ สามารถซื้อขายได้อย่างอิสระ และราคาเปลี่ยนแปลงตามกลไกของตลาด ตลาดที่ทันสมัย Forex จึงได้กำเนิดขึ้น

ใครเป็นผู้ที่ซื้อขายในตลาด forex ?

มีผู้ค้าที่แตกต่างกันจำนวนมากในตลาด Forex มีทั้งที่ซื้อขายเพื่อทำกำไร บางคนค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง และบ้างก็เพียงต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้ค้า ต่างๆ มีดังต่อไปนี้

  • ธนาคารกลางของรัฐบาล
  • ธนาคารพาณิชย์
  • ธนาคารเพื่อการลงทุน
  • โบรกเกอร์และตัวแทนจำหน่าย
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญ
  • บริษัทประกันภัย
  • องค์กรระหว่างประเทศ
  • บุคคลทั่วไป

ตลาดเปิดทำการตอนไหน?

แตกต่างจากตลาดหุ้นที่มีการเปิดปิดตามเวลา ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งห้าวันในสัปดาห์ ธนาคารซื้อและขายสกุลเงินตลอดเวลา และตลาด Forex จึงต้องเปิดให้บริการ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินคืออะไร?

เช่นเดียวกับตลาดทั่วๆไปตลาดถูกขับเคลื่อนไปโดยอุปสงค์และอุปทาน :

  • หากผู้ซื้อมีมากกว่าผู้ขาย ราคาก็ขึ้น
  • หากผู้ขายมีมากกว่าผู้ซื้อ ราคาก็ลง

ปัจจัยต่อไปนี้สามารถมีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยน:

  • ผลการดำเนินการทางเศรษฐกิจของชาติ
  • นโยบายธนาคารกลาง
  • อัตราดอกเบี้ย
  • งบการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าและการส่งออก
  • ปัจจัยทางการเมือง เช่น การเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง
  • ความเชื่อมั่นของตลาด ความคาดหวังและข่าวลือ
  • สิ่งที่มองไม่เห็น การก่อการร้ายและภัยพิบัติทางธรรมชาติ

แม้จะมีปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วโลกก็มีเสถียรภาพมากกว่าตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ และเป็นจำนวนเงินไม่มาก

ข้อดีของตลาด Forex คืออะไร?

ตลาด Forex มีข้อดีหลายประการ ดังต่อไปนี้:

  • เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว และจะยังคงเติบโตต่อไปอย่างรวดเร็ว
  • มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างกว้างขวาง ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
  • ผู้ค้าสามารถทำกำไรได้ทั้งจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและอ่อนแอ
  • ผู้ค้าสามารถวางคำสั่งซื้อระยะเวลาสั้นๆได้ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในตลาดอื่นๆ
  • ตลาดจะไม่ได้ถูกใครควบคุมไว้
  • ค่านายหน้าซื้อขายต่ำมากหรือแทบจะไม่มีเลย
  • ตลาดจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันธรรมดาตลอดสัปดาห์ที่มา http://www.forex4you.com/th/forex/

Forex คือ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราสากล Foreign Exchange Market เรียกโดยย่อว่า FOREX

เราสามารถทำกำไรได้อย่างไรจากตลาด FOREX (โดยใช้บัญชีของผู้ใช้เท่านั้น)
1.สิ่งที่ควรรู้ก่อนการเทรดฟอร์เร็กซ์
ฟอร์เร็กซ์คืออะไร
Foreign Exchange Market หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ FOREX, Forex, Retail Forex, FX, Spot FX หรือ Spot เฉย ๆ เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการซื้อขายต่อวันที่มากกว่า ล้าน ๆ เหรียญ ต่อวัน ถ้าคุณเปรียบเทียบตลาดหุ้น นิวยอร์คที่มีปริมาณการเทรดต่อวัน ที่มากมายถึง 25 พันล้านเหรียญต่อวัน คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตลาดฟอร์เร็กซ์ นั้นใหญ่ขนาดไหน ซึ่งตลาดมีขนาดใหญ่กว่า ตลาดฟิวเจอร์ และตลาดหุ้น สหรัฐฯ รวมกันถึง สามเท่า ฟอร์เร็กซ์สุดยอด!!
พวกเค้าเทรดอะไรกันในตลาดฟอร์เร็กซ์
คาตอบง่าย ๆ ของคาถามนี้คือ เงิน การเทรดฟอร์เร็ก คือการซื้อขายค่าเงิน โดยถ้าเรา ซื้อค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง เราก็จะขายค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง ซึ่งค่าเงินถูกเทรดผ่านโบรกเกอร์ หรือว่า ดีลเลอร์นั่นเอง แต่ละครั้งจะเทรดเป็นคู่ ตัวอย่างเช่น ค่าเงินยูโร และ ค่าเงินดอลล่าร์ (EUR/USD) หรือ ค่าเงินปอนด์ และ ค่าเงินเยน (GBP/JPY)
เพราะว่า คุณไม่ได้ซื้ออะไรที่เป็นรูปเป็นร่าง จริง ๆ การเทรดสิ่งเหล่านี้ จึงค่อนข้างทาให้สับสน คุณลองคิดถึงคุณกาลังซื้อหุ้น โดยที่บริษัทที่คุณซื้อหุ้นของเขานั่นก็คือ ประเทศที่คุณถือค่าเงินนั่นเอง สมมุติว่า คุณซื้อเงินเยน คุณก็กาลังลงทุนในเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นอยู่ ซึ่งราคาของค่าเงินนั้นก็สะท้อนภาวะของตลาดที่ผู้คนในตลาดคิดว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะเป็นยังไง ในปัจจุบันและ อนาคต
โดยทั่วไป ค่าเงินค่าเงินหนึ่งต่ออีกค่าเงินหนึ่ง จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง ที่เปรียบเทียบกับอีกประเทศหนึ่งอยู่

Binary Option

Binary Option โดยทั่วไปการซื้อขายหลักทรัพย์แบบไบนารีจะเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ว่าสินทรัพย์หลักจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ในการซื้อขายนี้มีเพียงสองผลลัพธ์: คุณชนะหรือแพ้

ในฐานะที่เป็นพ่อค้าจะช่วยให้  เข้าใจตัวเลือกไบนารีซื้อขาย  ก่อนที่จะเริ่มซื้อขาย การซื้อขายไบนารีแตกต่างจาก ตัวเลือกแบบดั้งเดิม (Forex) และคุณจะพบว่ามีค่าธรรมเนียมค่าธรรมเนียมและการจ่ายเงินที่แตกต่างกัน

binary option

หากคุณกำลังมองหาเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรตัวเลือกไบนารีเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการคาดการณ์เกี่ยวกับสินทรัพย์ ในบทความนี้เราต้องการให้มีการซื้อขายไบนารีตัวเลือกเพื่อช่วยในการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

ลองมาดูกันเถอะ

คุณสมบัติสำคัญของการซื้อขายตัวเลือกไบนารี

ในสัญญาที่ต่างกันทั้งหมดมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการที่ผู้ค้าจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจ

  • เวลาหมดอายุ : เป็นระยะเวลาระหว่างการซื้อสัญญาการเลือกถึงเวลาที่ปิดท้าย ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปจากหนึ่งนาทีถึงหนึ่งเดือน ผู้ค้าส่วนใหญ่มักเลือกใช้ตัวเลือกระยะสั้นที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 60 วินาทีถึง 30 นาที
  • ราคาเข้าซื้อ : หมายถึงราคาที่สามารถเรียกใช้ตัวเลือกการโทรหรือนำเสนอได้ ตัวอย่างเช่นราคาทองคำในปัจจุบันสามารถเป็น 1,500 เหรียญได้และการค้าที่ชนะจะได้รับผลตอบแทน 80% คุณวางราคาเสนอ “ขึ้น” ด้วยสมมติว่า $ 100 เมื่อสัญญาปิดและราคาทองขึ้นไปคุณจะได้รับเงินคืน 100 เหรียญบวกกับ 80% ของจำนวนเงินที่คุณวางไว้ ในกรณีนี้คุณจะมียอดเงิน $ 180 ในตอนท้าย ในกรณีที่การคาดคะเนของคุณไม่ถูกต้องคุณจะสูญเสีย 100 ดอลลาร์ที่คุณใส่ไว้ในตัวเลือก

 

  • ข้อเสนอการจ่ายเงิน : ข้อเสนอการจ่ายเป็นผลตอบแทนโดยปกติเป็นเปอร์เซ็นต์ที่โบรกเกอร์เสนอให้กับผู้ค้า ในตัวอย่างด้านบนของทองคำข้อเสนอพิเศษคือ 80% สำหรับการซื้อขายที่ประสบความสำเร็จ การสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นสูงสุดจะ จำกัด จำนวนเงินที่ลงทุนในตัวเลือก อย่างไรก็ตามผู้ค้าบางรายสามารถเสนอข้อเสนอพิเศษได้ถึง 10% สำหรับการขาดทุน ในฐานะผู้ค้าคุณจะทราบเปอร์เซ็นต์เหล่านี้ก่อนที่จะวางราคาเสนอของคุณ

ประเภทของการซื้อขายตัวเลือกไบนารี

ในอดีตมีตัวเลือกการซื้อขายเพียงตัวเดียวสำหรับผู้ค้าไบนารีตัวเลือก นี่คือตัวเลือกสูง / ต่ำหรือที่เรียกว่า up / down หรือ call / put ความสนใจของประชาชนที่เพิ่มขึ้นใน การซื้อขายไบนารี นี้   นำไปสู่การเปิดตัวตัวเลือกใหม่

  • สูง / ต่ำ: นี่คือตัวเลือกขั้นพื้นฐานและทั่วไปที่คุณเลือกว่าจะให้ราคาหุ้นของสินทรัพย์ขึ้นหรือลงตามเวลาที่กำหนด
  • Turbo: เหมือนกับสูง / ต่ำ แต่เวลาหมดอายุเริ่มต้นจาก 30 วินาที ระยะหมดอายุสูงสุดใน เทอร์โบตัวเลือก – 5 นาที การซื้อขายประเภทนี้ไม่ได้รับการถูกต้องตามกฎหมายในประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพราะมันน่าจะมีความเสี่ยงสูงในขณะที่นักเทรดเดอร์ต้องการโอกาสในการสร้างผลกำไรสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ

กลยุทธ์การซื้อขาย

ด้วยตัวเลือกไบนารีความเสี่ยงของคุณจะ จำกัด อยู่ที่ปริมาณการซื้อขายซึ่งอาจมีค่าเพียง 1 เหรียญ เมื่อคุณสูญเสียมูลค่าการซื้อขายจะสูญหายหรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขึ้นอยู่กับข้อเสนอของโบรกเกอร์

ดังนั้นก่อนที่จะซื้อขายหลักทรัพย์ลงทุนเวลามากในการทำความเข้าใจกับความเสี่ยงและมักใช้ราคาในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ตัวชี้วัดการวิเคราะห์ทางเทคนิคยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ค้า

มีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันคุณสามารถใช้และทางเลือกของคุณขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่คุณมี กลยุทธ์การซื้อขาย straddle  เป็นหนึ่งในวิธีการที่มีอยู่สำหรับการจัดการความเสี่ยงและมันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ค้าที่มีประสบการณ์ที่สามารถระบุแนวโน้มตลาดระยะสั้น

นอกจากนี้โปรดใช้เวลาในการทำความเข้าใจรูปแบบแผนภูมิเชิงเทียนเพื่อช่วยในการพิจารณาสภาวะของราคาในตลาดและทิศทางที่พวกเขาน่าจะใช้

การซื้อขายตัวเลือกไบนารีอธิบาย – บรรทัดด้านล่าง

เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทใดมีความเสี่ยงและผลตอบแทนดังนั้นจึงช่วยให้เข้าใจถึงตัวเลือกไบนารีก่อนที่จะทำการย้ายของคุณ

ด้วยการซื้อขายไบนารีตัวเลือกอธิบายคุณมีความเข้าใจค่อนข้างชัดเจนว่าพวกเขาทำงานอย่างไร เมื่อคุณเริ่มต้นใช้บัญชีสาธิตการปฏิบัติเข้าใจตลาดการค้าของคุณใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ในการตัดสินใจและติดตามการค้าของคุณ

หากคุณมีคำถามใด ๆ ไม่ลังเลที่จะ  ได้รับในการติดต่อกับเรา

บทที่4 รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา (PRICE PATTERN)

การเคลื่อนไหวของราคารูปแบบต่าง ๆ หรือ price pattern เป็นผลมาจากการท้อนพฤติกรรมมวลชนที่เข้าไปชื้อ-ขายเก็งกำไรในตลาด หรือในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง จากการสังเกต price pattern พบว่ามีรูปแบบการเคลื่อนไหวหลายรูปแบบและค่อนข้างเป็นระเบียบ ดังนี้

การเคลื่อนไหวของราคามีลักษณะเป็นแนวโน้ม

นักเทคนิคเชื่อว่าการเคลื่อนมีแนวโน้มชันเจนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งและราคาจะเคลื่อนไปในแนวโน้มนั้นต่อไปเรื่อย ๆจนกว่าจะเปลี่ยนแนวโน้ม

ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม

แนวโน้มมาขึ้น (uptrend)

ในแนวโน้มหุ้นขาขึ้น(uptrend) ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวขึ้นไป และทำจุดสูงใหม่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหยุดขึ้นลักษณะการขึ้นของราคาไม่ได้ขึ้นเป็นลักษณะเส้นตรงเนื่องจากมีการขายทำกำไรออกมาจึงมีการย่อลงมาเล็กน้อยและมีแรงชื้อกลับขึ้นไปอีก แต่ระยะของการขึ้นจะมากกว่าระยะของการลง

ลักษณะแนวโน้มขาขึ้น

แนวโน้มขาลง(Downtrend)

แนวโน้มขาลง(Downtrend)ราคาหุ้นจะลงไปเรื่อย ๆ ละทำจุดต่ำใหม่ลงไปเรื่อยจะกว่าจะหยุดลง ลักษณะการลงของราคาไม่ได้ลงเป็นลักษณะเส้นตรงเนื่องจากการมีแรงชื้อเข้ามาจึงมีการดีดตัวขึ้นและมีแรงขายช้ำลงมาแต่ระยะของการลงจะมากกว่าระยะของการขึ้น

ตัวอย่างหุ้นขาลง

การเคลื่อนไหวแบบ side way

การเคลื่อนไหวแบบ side way เป็นการเคลื่อนไหวในกรอบขึ้น-ลงไปเรื่อย ๆ หรือเคลื่อนที่ออกด้านข้าง จนกว่าราคาจะเคลื่อนที่ออกนอกกรอบ

ลักษณะการเคลื่อนไหวแบบ side way

ตัวอย่างหุ้นเคลื่อนไหวแบบ side way

ภาพการเคลื่อนไหวของราคา

นอกจากนักวิเคราะห์แนวเทคนิคยังสังเกตรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา (price pattern) ที่เกิดช้ำบ่อย ๆในอดีต และตั้งชื้อให้จำง่ายลักษณะที่เป็นภาพ เช่นถ้วยกาแฟ กระบวยตักน้ำ หัวและไหล่ รูปธง มาใช้ในการคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกดัวย

ภาพรูปถ้วยกาแฟ (cup and handle)

ถ้ากราฟทำรูปแบบคล้ายถ้วยกาแฟแล้ว(A-B-C เป็นรูปถ้วยกาฟ) ราคาจากจุก C มีแนวโน้มที่จะขึ้นไปอีกระยะ Y ชั่งมีแนวโน้มระยะการขึ้นเท่ากับระยะจากจุดก้นถ้วยถึงขอบถ้วยโดยประมาณ (ระยะ X)

ตัวอย่างกราฟรูปถ้วยกาแฟ

จากกราฟหุ้นมีลักษณะเหมือนกระบวยตักน้ำที่มีด้ามยาว (A-B-C เป็นรูปกระบวยตักน้ำ) ราคาหุ้นจากจุด c มักจะสามารถขึ้นได้อีกเป็นระยะ y โดยมีแนวโน้มระยะการขึ้นเท่ากับระยะจากจุด b ไป c โดยประมาณ (ระยะ x)

รูปแบบกราฟลักษณะนี้พบได้บ่อยคล้ายกับศีรษะมนุษย์ที่มีไหล่ว้ายไหล่ขวาประกอบ มักจะเกิดในแนวโน้มขาขึ้น แต่เมื่อนั้นลงทุนเห็นภาพหัวและไหล่ให้ระวังว่าทิศทางของหุ้นที่อาจกำลังจะเปลี่ยนเป็นขาลง

จากภาพ ในช่วงแรกหุ้นขึ้นมาผ่านเส้น neckline (เส้น ab) ขึ้นไปแล้วย่อลงมาพักบนเส้น neckline เป็นรูปไหล่ซ้าย ต่อมาราคาได้เด้งขึ้นไปอีกและสูงกว่ายอดเดิมแล้วลงมาพักบนเส้น neckline เป็นรูปศีรษะความสูงเท่ากับ x และช่วงที่สามราคาหุ้นได้พยายามดีดขึ้นอีกแต่เตี้ยกว่ายอดที่สองแล้วย่อลงมาบนเส้น neckline เป็นไหล่ขวา แต่ครึ้งนี้ราคาไม่สามารถยืนบน necklineได้และหลุดลงมา โดยทั่วไปแล้วเราสามารถคาดการณ์การลงของราคา (ระยะ y) ซึ้งระยะการลง y จะมีระยะประมาณ x

ภาพหัวและไหล่หัวกลับ (Inverse Head and Shoulder)

รูปแบบกราฟลักษณะนี้พบได้บ่อยคล้ายกับศีรษะมนุษย์ที่มีไหล่ซ้ายไหล่ขวาประกอบแต่เป็นภาพกลับหัว มักจะเกิดในแนวโน้มขาลง แต่เมื่อนักลงทุนเห็นภาพหัวและไหล่กลับหัวแสดงว่าทิศทางของหุ้นอาจจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น

จากภาพ ครั้งแรกหุ้นลงมาทะลุเส้น neckline ลงมาแล้วดีดกลับขึ้นไปติดเส้น necklineเป็นรูปไหลาซ้าย ต่อมาราคาร่วงลงไปอีกครั้งต่ำกว่าเดิมแล้วเด้งกลับขึ้นไปติดเส้น neckline เป็นครั้งที่สองเป็นรูปศีรษะที่มีความลึกเท่ากับ x และครั้งที่สามราคาย่อตัวลงมามีความลึกประมาณไหล่ซ้าย จากนั้นหุ้นพลิกขึ้นได้เป็นไหล่ขวาและการดีดตัวครั้งนี้สามารถทะลุผ่านเส้น neckline ขึ้นไปได้ ซึ้งโดยทั่วไปแล้วเราสามารถคาดการณ์ระยะการขึ้นของราคา (ระยะ y) ซึ้งระยะการขึ้น y จะมีระยะประมาณระยะ x

รูปแบบกราฟลักษณะนะนี้คล้ายกับสี่เหลี่ยม (Rectangles) เป็นลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นลงในกรอบสี่เหลี่ยมไปเรื่อย ๆเมื่อราคาทะลุกรอบสี่เหลี่ยมขึ้นไปด้านบนจะเรียกว่าว่า (Bullish Rectangle) แต่ราคาทะลุกรอบสี่เหลี่ยมลงมา ด้านล่างจะเรียกว่า (Bullish Rectangle) โดยสามารถคาดการณ์ได้ว่าระยะทางที่แท่งราคาทะลุขึ้นหรือทะลุลง(ระยะ y) จะมีระยะอย่างน้อยเท่ารับ ระยะ x (y_>x)

ภาพสามเหลี่ยม (Triangle)

รูปแบบกราฟลักษณะนี้คล้ายกับสามเหลี่ยม (Triangle)  เป็นลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นลงในกรอบสามเหลี่ยมและมีการเรียกชื้อของสามเหลี่ยมต่างกัน เมื่อราคาหุ้นทะลุกรอบสี่เหลี่ยมขึ้นไปด้านบน หรือด้านล่างแล้ว เราสามารถคาดการณ์ระยะการขึ้นลงของราคา (ระยะ y) ซึ้งระยะ y จะมีระยะอย่างน้อยเท่ากับ x (y>x)

ภาพการเคลื่อนไหวของราคาแบบ(Triangle)

ตัวอย่างที่ยกมาเป็นรูปแบบมาตรฐานบางส่วนที่พบบ่อยในตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกนักลงทุนที่จำรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาไห้ จะได้เปลี่ยนในการหาจังหวะการเข้าซื้อ-ขาย หรือการที่นักลงทุนเฝ้าติดตามหุ้นตัวหนึ่งใดตัวเป็นพิเศษก็       จะรู้จักนิสัยหรือพฤติกรรมราคาหุ้นตัวนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

รูปแบบการเปลี่ยนทิศทางของราคา (Reversal Pattern)

เป็นรูปแบบที่แสดงให้เห็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมากำลังจะสิ้นสุดลงไป และแนวโน้มใหม่ที่มีแนวทางตรงข้ามกับแนวโน้มเดิมกำลังจะเกิดขึ้น รูปแบบการเปลี่ยนแนวโน้มที่พบได้บ่อย ๆ เช่น V-shape . w- shape. saucer และ Double Tops

V-shape

การเปลี่ยนแนวโน้มแบบ V-shape จะเกิดในกรณีที่เกิดสถานการณ์หรือข่าวสารที่เข้ามากระทบตลาดแบบรุนแรง ทำให้เกิดแรงขายหรือแรงชื้อจำนวนมาก ๆ ในเวลาสั้น ๆสามารถสังเกตได้ว่าองศาการขึ้นหรือลงจะมีความชันมาก และเมื่อตลาดหายจากการตื่นตระหนกกับข่าวสารหรือสถานการณ์นั้นแล้ว ราคาหุ้นจะเกิดการเปลี่ยนทิศในทิศทางตรงข้ามอย่างรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้นภาพราคาจะมีลักษณะเหมือนตัวอักษร v ในภาษาอังกฤษ

การกลับทิศลักษณะ V-shape ขาขึ้น

การกลับทิศลักษณะ V-shape ขาลง

w- shape

ลักษณะการเปลี่ยนแนวโน้มแบบ w- shape ใช้ในกรณีที่หุ้นเปลี่ยนทิศทางจากขาลงเป็นขาขึ้น ซึ่งเกิดในกรณีที่ราคาหุ้นลงมาสร้างฐานอยู่ด้านล่างแล้วเด้งขึ้นไปติดเส้น neckline เด้งลงเด้งกลับบริเวณฐานเดิมอีกครั้ง ต่อมาสามารถพลิกขึ้นผ่านเส้น neckline ไปได้รูปแบบลักษณะนี้เรียกว่า w- shape คือมีลักษณะเหมือนกับ w  ในภาษาอังกฤษนั่นเองรูป a เกิดจากการสร้างฐานด้านที่เท่ากันเรียกว่า w- shape ธรรมดา แต่รูป b และ c เกิดจากการสร้างฐานด้านล่างที่ไม่เท่ากันเรียกว่า w- shape ขาเขย่ง

 

 

Saucer

การเปลี่ยนแนวโน้มแบบ Saucer (จานรอง) จะใช้เวลาค่อนข้างนานในการเปลี่ยนแนวโน้ม ซึ้งการเคลื่อนไหวของราคาจะมีลักษณะโค้งเหมือนขอบจานรอง

ลักษณะการเปลี่ยนแนวโน้มแบบ Double Tops พบได้บ่อยในกรณีที่หุ้นเปลี่ยนทิศทางจากขาขึ้นเป็นขาลง ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ราคาหุ้นขึ้นไปทำยอดสูงแล้วปรับตัวลงมาพักบนเส้น neckline ซึ้งเป็นแนวรับ จากนั้นราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นอีกครั้งทำยอดสูงเท่าๆ กับยออดเดิม จากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวลงอีก แต่หลุดเส้น neckline ลงไปและไม่สามารถกลับตัวขึ้นไปยืนเหนือเส้น neckline ได้ ซึ้งเป็นสัญญาณที่หุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาลง

บทที่5 แท่งเทียน CANDLESTICK

การใช้การฟแท่งเทียนมีต้นกำเนิดมาจากประเทษญี่ปุ่น โดนนาย Munehisa Homma เป็นผู้ต้นคิด เขาใช่เทคนิคนี่ในการสังเกตและวิเคราะห์จิตวิทยามวลชนเพื่อใช้ในการชื้อขายและการกำหนดราคาข้าวในแต่ละวัน

ลักษณะทั่วไปของแท่งเทียน

แท่งเทียนที่จะประกอบไปดัวย ราคาเปิด (open price) ราคาปิด (close) ราคาต่ำสุด (low price) ราคาสูงสุด (High price) ซึ่งระยะระหว่างราคาปิดและราคาเปิดเราจะเรียกว่า ตัวแท่ง(Body) ใส้เทียนด้านบน คือ upper shadow และใส้เทียนด้านล่างคือ Lower shadow

ในอดีต : ใช้แท่งเทียน สีขาว แทนวันที่หุ้นขึ้น สีดำแทนวันที่หุ้นลง

ปัจจุบัน : ใช้แท่งเทียน สีเขียว แทนวันที่หุ้นขึ้น สีแดง แทนวันที่หุ้นลง

แท่งเทียนแบบโดจิ (DOJI) :Doji คือแท่งเทียนที่ราคาเปิดและราคาปิดเป็นราคาเดียวกันหรือใกล้กันมาก ๆ

ดูการเปลี่ยนทิศทางของราคาโดยแท่งเทียน

การศึกษารูปแบบการเปลี่ยนทิศทางของราคาโดยพิจารณาและจดจำรูปแบบต่าง ๆของการเรียงตัวแบบซ้ำ ๆ กันของแท่งเทียนมีประโยชน์ในการช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดเดาเหตุการล่วงหน้าว่าจะเกิดการปรับฐานของดัชนีหรือราคาหุ้นที่ตนเองถืออยู่หรือไม่ เพื่อจะได้เตรียมตัวเฝ้าระวังในการรับมือหุ้นตกได้ทันท่วงที หรือเพื่อเตรียมเข้าช้อนซื้อหุ้นในเวลาที่เหมาะสม

รูปแบบในการเปลี่ยนแลงทิศทางดัวยการวิเคราะห์แบบแท่งเทียน (Candle stich Reversal patterns)

เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใช่ข้อมูลไม่ซับช้อนมากเมื่อเปรียบเทียบกับการใช่เครื่องมือทางเทคนิคชนิดอื่นแต่สามารถใบอกสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มได้ดี รูปแบบการเปลี่ยนทิศมีสองประเภท (1) เปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น (Bullish pattern) และ (2) เปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง (Bearish pattern) โดยแยกรูปแบบย่อได้มากกว่า 50 รูปแบบและมีชื่อเรียกเฉพาะแต่ละแบบ ซึ่งจะยกตัวอย่าง 4 ตัวอย่างหลังที่พบเห็นได้บ่อย ๆ และในส่วนที่เหลือสามารถดูเพิ่มเติมได้จากภาคผนวกท้ายเล่ม

รูแบบการเปลี่ยนทิศทางจากขาลงเป็นขาขึ้น (Bullish pattern)

Piercing pattern: เป็นแท่งเทียนสีแดงตามดัวยแท่งเทียนสีขาวที่มีราคาเปิดต่ำกว่าราคาปิดของแท่งเทียนสีแดง แต่แท่งเทียนสีเขียวสามารถทำราคาปิดสูงกว่ากึ่งกลางของแท่งเทียนสีแดง รูปแบบนี้เป็นรูปแบบการกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น

Morning star : รูปแบบของแท่งเทียนแบบ morning star จะพิจารณาแท่งเทียน 3 แท่ง รูปแบบนี้มีไว้สำหรับดูการกลับตัวของกราฟจากขาลงเป็นขาขึ้น แท่งที่ 1 เป็นแท่งเทียนสีแดงยาว ๆ ซึ่งเป็นแท่งเทียนในแนวโน้มขาลง แท่งเทียนที่ 2 ตามดัวยแท่งเทียนสั้น ๆ กระโดดลงมาทำช่องว่าง (gap) และแท่งเทียนที่ 3 เป็นสีเขียวและถ้าสามารถทำราคาปิดสูงเกินกึ่งกลางของแท่งเทียนสีแดงขึ้นไปเท่าไร ก็จะมีความน่าจะเป็นในการกลับทิศมากยิ่งขึ้น

รูปแบบการกลับทิศทางขาขึ้นเป็นขาลง (Bearish Pattern)

Dark cloud cover:  แท่งเทียนสีเขียวตามดัวยแท่งเทียนสีแดงราคาเปิดของแท่งเทียนสีแดงจะสูงกว่าราคาสูงสุดของแท่งสีเขียว และราคาปิดของแท่งเทียนสีแดงได้ทำราคาปิดต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของแท่งสีเขียว รูปแบบนี้เป็นสัญญาณกลับทิศจากแนวโน้มขาขึ้นเป็นแนวโน้มขาลง

Evening Doji Star: ดัวยแท่งเทียนลักษณธนี้เป็นสัญญาณการกลับตัวจากแนวโน้มขาขึ้นกลายเป็นแนวโน้มขาลง ซึ่งรูปแบบนี้จะประกอบไปดัวยแท่งเทียน 3 แท่งโดยแท่งที่ 1 เป็นแท่งเทียนสีเขียวยาว ๆ และแท่งที่ 2 เป็น Doji ที่กระโดดขึ้นไปทำช่องว่าง (gap) อยู่บนยอด แท่งที่ 3 เป็นแท่งสีแดงยาวและถ้าปิดลงแบบมี gap หรือทำราคาปิดยิ่งต่ำยิ่งมีสัญญาณขาลงที่ชันเจน

บทที่ 6 เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่  Moving Average

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) เป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ที่เข้าใจง่ายและเป็นเครื่องมือช่วยให้เห็นแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น มักถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานทางสถิติ โดยการนำขอมูลของราคาของการเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา เช่น รายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน   มาสร้างเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เมื่อราคาและเวลาเคลื่อนไป ข้อมูลของตะรางก็จะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ โดยทั่วไปนิยมนำราคาปิดมาคำนวณ

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์หุ้นมี 2 แบบ คือ และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (Simple Moving Average : SMA) และค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential (Exponential Moving Average: EMA) ซึ่งมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

 

การคำนวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย  (Simple Moving Average : SMA)

ในการหาเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ SMA ค่าทุกค่าที่นำมาคำนวณจะมีความสำคัญเท่ากันหมด โดยใช้ข้อมูลในช่วงเวลาหนึ่งมาหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ SMA 5 วัน โดนนำราคาปิดในวันปัจจุบันบวกกับราคาปิดของ 4 วันก่อนหน้า แล้วหารดัวย 5 จะได้ค่าเฉลี่ยในวันที่ 5 ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆในวันที่ 6,7,8…. หลาย ๆ วัน แล้วนำค่าที่ได้มาบันทึกหรือเขียนเป็นกราฟเราก็ได้กราฟเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน

สูตรคำนวณ  SMA

SMA (n) = {(p1 + p2+p3+…p1)/n

การคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential (Exponential Moving Average: EMA )

สำหรับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EMA  (Exponential Moving Average) จะไม่กล่าวถึงมากในทีนี้ ดั้งนั้นจะขออธิบายเฉพาะหลักการเบื้องหลังการคำนวณเท่านั้น

สำหรับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EMA เป็นการหาค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักโดยให้ความสำคัญกับค่าสุดท้ายเพิ่มขึ้น ซึ่งค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EMA พยามแก้ไขข้อบกพร่องจากวิธี SMA ที่ให้ความสำคัญกับทุกค่าเท่ากัน แต่ EMA นั้นจะถ่วงน้ำหนักโดยให้ความสำคัญกับราคาปัจจุบันมากกว่าราคาในอดีตแบบน้อยลงไปเรื่อย ๆ

สูตรคำนวณ EMA (n)

EMA (n, t) =EMA (n, t-1) + a ((p1-EMA (n, t-1))

โดยที่ EMA (n, t-1) หมายถึง Exponential Moving Average ระยะเวลา n วัน ที่คำนวณได้ในวันที่ t ส่วน a คือค่าSmoothing Constant คือ เป็นค่าที่ใช่กำหนดว่า EMA จะตอบสนองต่อราคาล่าสุดมากน้อยเพียงใด ซึ่งจากการศึกษาพบว่าค่า a ที่เหมาะสมสำหรับจำนวนวันที่ จะทำการเฉลี่ยเคลื่อนที่สามารถคำนวณได้จาก

ความหมายของ SMA ตามจำนวนวัน

SMA 5 วัน     =>         ใช้แทนค่าเฉลี่ย 5 วัน หรือ หนึ่งสัปดาห์

SMA 10 วัน   =>         ใช้แทนค่าเฉลี่ย 10 วัน หรือ ครึ่งเดือน

SMA 25วัน    =>         ใช้แทนค่าเฉลี่ย 25 วัน หรือ ประมาณหนึ่งเดื่อน

SMA 75วัน    =>           ใช้แทนค่าเฉลี่ย 75 วัน หรือ ประมาณหนึ่งไตรมาส

 

 

การอธิบายการฟเมื่อใช้ SMA หลายเส้น

การใช้เส้นค่าเฉลี่ยหลายเส้นมีประโยชน์ในการศึกษาพฤติกรรมของราคาหุ้นยกตัวอย่างเช่น ลักษณะการเรียงตัวของ SMA ที่ใช้ช่วงเวลาในการคำนวณที่ต่างกันจะตอบสนองราคาต่างกัน โดย SMA ที่ time frame สั้นกว่าจะตอบสนองราคารวดเร็วกว่า SMA time frame ยาวกว่า โดยในแนวโน้มขาขึ้น SMA จะเรียงลำดับจาก time frame สั้นกว่าไปหา time frame ที่ยากกว่า (จากบนลงล่าง) แต่ในแนวโน้มขาลง SMA จะเรียงลำดับจาก time frameยาวกว่าไปหา time frame (จากบนลงล่าง)

ในตัวอย่างหน้าถัดไป แสดงกราฟที่มีเส้นค่าเฉลี่ย SMA5, SMA10, SMA25  และ  SMA75 วัน ซึ่งจะเห็นว่า SMA5 วันเคลื่อนไหวตอบสนองต่อราคาได้รวดเร็วกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเส้นอื่น ส่วน SMA75 วัน เคลื่อนไหวตอบสนองต่อราคาช้าที่สุด นอกจากนี้เรายังสังเกตได้อีกว่าในช่วงที่หุ้นเป็นขาลงเส้นค่าเฉลี่ยเรียงลำดับ SMA75, SMA25, SMA10 และ SMA5 จากบนลงล่างตามลำดับ SMA5, SMA10, SMA25 และ SMA75 จากบนลงล่างตามลำดับ สรุปว่า SMA ที่ time frame สั้นเหมาะสำหรับใช้ในการเก็งกำไรระยะสั้นเพราะการตอบสนองจะรวดเร็ว แต่ก็อาจส่งสัญญาณซื้อ-ขายที่บ่อยเกินไป ส่วน SMA ที่ time frame ยาวแม้จะตอบสนองช้า แต่ก็มีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือยืนยันแนวโน้ม

ตัวอย่างกราฟเมื่อใช้ SMA หลายเส้น

เส้นค่าเฉลี่ยช่วยลดการผันผวนของราคา

ธรรมชาติของหุ้นมักมีความผันผวนแปรปรวน  การใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมร่วมกับแท่งเทียนจะให้ผลดีในการมองทิศทางราคาและสามารถลดความผันผวนออกไปได้มาก จากตัวอย่างด้านล่างจะเห็นได้ว่า จากจุด A ไปยังจุด B จะเห็นแท่งราคาเคลื่อนไหวอย่างผันผวนเมื่อใช้เส้น SMA75 ความผันผวนจะหายไป โดยจะให้สัญญาณในลักษณะที่เป็นแนวโน้มแทน

ตัวอย่างการใช้ SMA 75 เพื่อช่วยมองทิศทางแนวโน้ม

เส้นค่าเฉลี่ยเป็นแนวรับในแนวโน้มขาขึ้น

จากภาพตัวอย่างด้านล่าง เมื่อหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นแท่งราคาจะอยู่บนเส้น SMA10 และSMA25 และทำหน้าที่เป็นแนวรับ (Support) จากภาพเมื่อแท่งราคาย่อลงมาถึงเส้น SMA25 เช่นที่จุด A B C D และ E แล้วจากนั้นราคาก็พลิกขึ้นต่อไปได้อีก พฤติกรรมหุ้นขาขึ้นจะเป็นลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเปลี่ยนทิศเป็นขาลง

ตัวอย่างการใช้ SMA10 และ SMA25 เป็นแนวรับ

 

 

เส้นค่าเฉลี่ยเป็นแนวต้านในแนวโน้มขาลง

ในแนวโน้มขาลงเส้น SMA10 และ SMA25 ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน (Resistant) แท่งราคาที่อยู่ใต้เส้น และเมื่อแท่งราคาอยู่ห่างเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองมาก ๆ ก็พยามดีดกลับเข้าหาเส้น SMA10 และ SMA25 ตามลำดับ เมื่อมาแตะที่เส้น SMA25 เช่นที่จุด A B C และ D จากนั้นราคาก็จะลงต่อไปอีก พฤติกรรมหุ้นขาลงจะเป็นลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเปลี่ยนทิศเป็นขาขึ้น

ตัวอย่างการใช้ SMA10 และ SMA25 เป็นแนวต้าน

ดูสัญญาณซื้อ-ขายจากการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

Golden Cross

เป็นวิธีหนึ่งที่นักลงทุกแนวเทคนิคใช้เป็นสัญญาณในการสั่งซื้อ-ขายหุ้น โดยการดูรูปแบบการตัดกันของค่าเฉลี่ยสองเส้นที่มี time frame ต่างกัน  คือเส้นค่าเฉลี่ยที่ time frame สั้นกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยที่มี time frame ยาวกว่าเรียกว่า (Golden Cross) เกิดเป็นสัญญาณซื้อ (Buy Signal)

Dead Cross

คือ เส้นค่าเฉลี่ยที่ time frame สั้นกว่าตัดลงมาใต้เส้นค่าเฉลี่ยที่ time frame ยาวเกิดเป็นสัญญาณขาย (Sell Signal)

การยืนยันแนวโน้มโดย สัญญาณพัดคลี่

เป็นภาพสัญญาณเพื่อเป็นแนวโน้มของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่แนวโน้มเริ่มเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น หรือสู่ทิศทางขาลง ทำให้เกิดความมั่นใจในแนวโน้มนั้น

ภาพสัญญาณพัดคลี่ที่ยืนยีนแนวโน้มขาขึ้น

เมื่อราคาหุ้นเริ่มเป็นแนวโน้มขาขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยจะเรียงตัวเหมือนภาพการคลี่พัดออก โดยเส้นค่าเฉลี่ยที่ time frame น้อยกว่าจะเรียงตัวไปหาเส้นค่าเฉลี่ยที่ time frame มากกว่าตามลำดับจาก บนลงล่าง คือ SMA5, SMA25, SMA75 SMA,120 และ SMA200

สัญญาณพัดคลี่ขาขึ้น SMA เรียงจากน้อยไปมาก (SMA5SMA200)

ภาพสัญญาณพัดคลี่ที่ยืนยีนแนวโน้มขาลง

เมื่อราคาหุ้นเริ่มเป็นแนวโน้มขาลง เส้นค่าเฉลี่ยจะเรียงตัวเหมือนภาพการคลี่พัดออก โดยเส้นค่าเฉลี่ยที่ time frame น้อยกว่าจะเรียงตัวไปหาเส้นค่าเฉลี่ยที่ time frame น้อยกว่าตามลำดับจาก บนลงล่าง คือ SMA200, SMA120, SMA75 SMA,25, SMA10 และ SMA5

สัญญาณพัดคลี่ขาลง  SMA เรียงจากมากไปน้อย (SMA200SMA5)

ข้อจำกัดในการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทำหน้าที่สะท้อนข้อมูลราคาหุ้นในอดีตทำให้การเคลื่อนไหวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของราคา จึงอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในจังหวะการซื้อขาย-ขายนอกจากนี้เส้นค่าเฉลี่ยไม่สามารถบอกการคาดการณ์จุดสูงสุด-ต่ำสุดของราคาหุ้นได้ ดั้นนั้นจึงมีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคชนิดอื่น ๆ เช่น MACD, RSI, STO และแนวรับ-แนวต้านเข้ามาช่วยประกอบการในการวิเคราะห์ ซึ่งเราจะได้ดูในบทต่อไป

 

บทที่ 7  Moving average convergence/divergence(MACD)

MACD Moving Average convergence/divergence เป็นเครื่องมื้อวิเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นและพัฒนาโดย Gerald Appel 1970 MACD ใช้ในการส่งสัญญาณชื้อ-ขาย และใช้ในการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้ม

ที่มาของ MACD

ค่า MACD คือระยะห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA12 วันลบดัวยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA26 วัน MACD =EMA12 -EMA26 แล้วนำค่าที่ได้มา plot เป็นเส้นกราฟจากนั้นเพิ่มเส้นสัญญาณ Signal line เข้าไปอีกเส้น ซึ้งได้มาจากการนำ MACD มาหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EMA9 วันโดย MACD และ  Signal line จะวิ่งขึ้นลงผ่านเส้นศูนย์  zero line

ดูสัญญาณซื้อ-ขายจากการใช้ MACD

กรณีที่ 1 ใช้ MACD ร่วมกับ Signal line

สัญญาณซื้อ  Buy      ­=>    MACD ตัด Signal line ขึ้นไป

สัญญาณซื้อ  sell      ­=>    MACD ตัด Signal line ลงมา

กรณีที่ 2 ใช้ MACD ร่วมกับ Zero line

สัญญาณซื้อ  Buy      ­=>    MACD ตัด Signal line ขึ้นไป MACD เป็น+

สัญญาณซื้อ  Sell      ­=>    MACD ตัด Signal line ลงมา MACD เป็น –

สัญญาณซื้อ- ขายที่เกิดจาก MACD

 

ข้อสังเกต

กรณีที่ 1 MACD อยู่ในแดนบวก

แสดงว่าราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น  Bull market นักลงทุนสามารถถือครองหุ้นต่อไปตามแนวโน้มขาขึ้นนั้นไป เรื่อย ๆ โดยใช้จุดเข้าซื้อเมื่อ MACD ตัดเส้น 0 ขึ้นไปจากนั้นถือครองหุ้นไปจนกว่า MACD ติดลบ จากตัวอย่างด้านล่างเมื่อ MACD ตัดเส้น 0 ขึ้นไปใช้เป็นสัญญารซื้อที่ 8.6 บาท จากนั้นถือครองหุ้นไปจนกว่า MACD ติดลบซึ่งเป็นสัญญาณขาย โดยขายหุ้นที่ราคา 16.00 บาท (จากตัวอย่าง ใช้เวลาถือครองหุ้น 11 เดือน กำไร 86 %

ภาพตัวอย่าง MACD เมื่ออยู่ในแดนบวก

กรณีที่ 2 ใช้ MACD อยู่ในแดนลบ

แสดงว่าราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาลง  Bear market แสดงว่าหุ้นตัวนี้มีแนวโน้มจะลงเรื่อย ๆดังนั้นเมื่อ MACD เป็นลบควรขายหุ้นออกไป และไม่ควรเข้าชื้อที่หุ้น MACD เป็นลบ จากตัวอย่างด้านล่างเมื่อ MACD เริ่มติดลบ เกิดสัญญาณขายที่ 480 บาท (ถ้ามีหุ้นตัวนี้อยู่ควรขายออกที่จุดนี้) ราคาลดลงสร้างจุดต่ำสุด 140 บาท จากนั้นค่า MACD เริ่มกลับมาเป็นบวกอีกครั้งราคาหุ้นอยู่ที่ 212 บาท (อาจเข้าซื้อหุ้นตัวนี้อีกทีที่ราคานี้)

ภาพตัวอย่าง MACD เมื่ออยู่ในแดนลบ

ดูการเปลี่ยนทิศทางของราคาโดยใช้  MACD (Trend Reversal)

BULLISH DIVERGENCE (ขาลง => ขาขึ้น)

Bullish Divergence: เมื่อราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาลงละสร้างจุดต่ำใหม่ แต่เกิดสัญญาณขัดแย้งโดย MACD ยกตัวสูงขึ้น เรียกว่าเกิด Bullish Divergence แสดงว่าหุ้นมีโอกาสจะเปลี่ยนทิศเป็นขาขึ้นให้เตรียมตัวซื้อ

ภาพตัวอย่าง Bullish Divergence

BULLISH DIVERGENCE (ขาขึ้น => ขาลง)

Bullish Divergence: เมื่อราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและสร้างจุดต่ำใหม่ แต่เกิดสัญญาณขัดแย้งโดย MACD ย่อตัวลง เรียกว่าเกิด Bullish Divergence แสดงว่า หุ้นมีโอกาสจะเปลี่ยนทิศเป็นขาลงให้เตรียมตัวขาย

ภาพตัวอย่าง Bullish Divergence

Save

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *